2009/Aug/17

"หนึ่งวัน บนรถ ฝนตก รถติด"
หลายวันมานี้สังเกตว่าเวลาอากาศคริ้มๆ ..
เมฆฝนจะมาบดบังทุกสิ่งทุกอย่างไปจากท้องฟ้า ..
เวลาในช่วงนั้นมันแสนจะน่ากลัว ทั้งเสียงของฟ้าที่คำราม ..
กึกก้องไปในโสตประสาทของหู ..
ทั้งสายฟ้า ที่พร้อมจะผ่าฟาดลงมาสู่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างล่างได้เสมอๆ
และจะโดนหัวใครบ้างก็ไม่รู้ ..

หยดน้ำจำนวนนับแสนนับล้านเม็ดร่วงล่นสู่พื้นเบื้องล่าง ..
ส่วนสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนพื้นดิน บางส่วนก็วิ่งหนีสายฝนกันอย่างอลหม่าน ..
บางส่วนก็ด่อทอฟ้าฝนที่ทำให้วันนี้พวกเขาประกอบอาชีพไม่ได้ ..
บางส่วนก็คุดคู้หมกตัวอยู่แต่ในห้อง เพราะอากาศเย็นสบายเหมาะแก่การนอน ..
บางส่วนก็เอามือปิดบ้องหูเพราะกลัวเสียงฟ้าร้องคำราม ..
ที่ปัดน้ำฝนของรถผมเริ่มทำงาน ..
แสงไฟจากรถติดๆกัน มันดูเหมือนทุ่งดอกไม้ ที่ชุ่มชะอุมไปด้วยน้ำฝน ที่โปรยปรายลงมา ..
มองดูมันก็สวยดีเหมือนกัน ..

เม็ดฝนเริ่มร่วมหล่นสู่พื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ..
ที่ปัดน้ำฝนเบอร์สองก็ทำงาน ..
ความเย็นจากข้างนอก เข้ามาทำให้อากาศภายในรถเริ่มหนาว ..
ผมเอามือไปหรี่แอร์  ..
เสียงเพลงดังแข่งกับเสียงสายฝน ..
บทรวมกับเสียงฮัมเพลงของผมเอง ..
กลบเสียงสายฝนไปได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ..
รถเริ่มขยับตามกันช้าลง ช้าลง ..
สัญญาณไฟจราจรทำหน้าที่ของมัน ..
สายฟ้าพาดผ่านท้องฟ้า เป็นระยะๆ ..
บางที ก็ดูเหมือนรูปต่างๆ ตามที่จินตนาการ ..
รถบางคันเปิดไฟกระพริบ ดูเหมือนหิ่งห้อย ..
บางคันก็ไม่เปิดไฟ มองดูคล้ายๆก้อนหินวิ่งได้ ..
ทุ่งดอกไม้บนท้องถนน มีหลากหลายสี ..
บ้างก็สีเหลือง บ้างสีฟ้า บ้างก็สีขาวจนแสบตา ..
หันมองไปเบาะข้างๆ ..
ไม่มีใคร ..

ผมอยู่คนเดียวกลางทุ่งดอกไม้ ..
ท่ามกลางสายฝน ..
ท่ามกลางผู้คนอีกนับหมื่นนับแสน ..
ท่ามกลางเม็ดฝนยังคงโปรยปรายลงมา ..
เสียงเพลงลอยมาจากลำโพง ..
อดทนเวลาที่ฝนพร่ำ ..
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง ..
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ..
ฟ้า ก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ..
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เผ้ารอ ..
มือยังคงอยู่พวงมาลัย ..
แต่ใจกลับคิดไปต่างๆนานา ถึงเรื่องที่ผ่านมา ..
เม็ดฝนสองสามเม็ด ..
เล็ดรอดออกมาจากหลังคา ..
และไหลมาสู่ดวงตา ..
ฝนเริ่มซา ..
แดดเริ่มออก ..
ฟ้าเริ่มเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ..
นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด ..
สิ่งที่ผมอดทนรอ ..
"เวลาที่ผมเห็น ฟ้าหลังฝน" ..
ฟ้าหลังฝนมันสวยเสมอนะ ..

ถึงแม้ตอนนี้ ฟ้า ของผม มันจะยังคงเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ..
มีสายฟ้าฟาดผ่านเป็นระยะๆ ..
มีแนวโน้มว่า พายุจะยังคงวนเวียนอยู่ในใจผมอีกนานเท่านาน ..
แต่ ผมยังคงหวังเสมอว่า ..

ฟ้าหลังฝน มันคงมีจริง และสวยเสมอ ..

edit @ 17 Aug 2009 00:50:31 by In the air`

edit @ 17 Aug 2009 00:51:45 by In the air`

2009/Jan/14

14 มกราคม


หลังจากที่ไม่ได้เขียนเรื่อง"เสี้ยน"มานาน ผมไม่เรียกการเขียนไร้สาระของผมว่าเรื่อง"สั้น"หรอก
ผมจะเขียนเฉพาะตอนที่ผมเสี้ยนที่จะเขียนเท่านั้น ผมเลยเขียน ถ้าวันไหนผมไม่เสี้ยนที่จะเขียนผมก็ไม่เขียน

 

วันนี้ไม่มีอะไรพิเศษเหมือนในทุกๆวัน เพียงแต่มีอากาศหนาวพัดผ่านมากระทบผิวกายของเราแค่นั้นเอง
ช่วงนี้หลายๆคนอาจจะอยู่ในห้วงเวลาแห่งความเหงา เพราะบรรยากาศมันเป็นใจ
กระแสความ เหงา มันมาแรงเหลือเกิน ประหนึ่งเป็นคลื่นยักษ์สึนามิก็ไม่ปาน
แต่ผมพยายามไม่ไหลตามกระแสไปเหมือนคนทั่วๆไป ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรือแน่จากไหนหรอก
แต่เพราะว่ามัน ชิน .. นั้นก็หนึ่งในเหตุผล แต่ยังมีอีก ..


อาจเป็นเพราะอากาศหนาวมันพัดกระทบแค่ผิวกายของผม แต่มันไม่ได้ทำให้ใจผมหนาวได้เลย
ผมไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก และก็ไม่ได้มีใครทำให้ใจผมอบอุ่น
เพียงแต่ตอนนี้ ผมหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้สิ่งที่เรียกว่าความ "เหงา" พัดพาผมไปรวมกับผู้คนส่วนใหญ่
พูดถึงคนส่วนใหญ่ ผมว่าสถานการณ์ในการใช้ชีวิตของคนเรามันต่างกันนะ
ผมเองก็ต่างกันกับคนอื่นๆที่ผมพบและพบผม เช่นกัน ..
แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ยังเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความฝัน และมันก็เป็นสิ่งที่ผมมี ..
ผมเป็นคนชอบฝันนะ "ความฝันมันเป็นของฟรี" ผมชอบมัน
บางอย่างผมทำตามฝันได้ บางอย่างก็ทำไม่ได้
ฝันบางอย่างมันก็มาและไปเร็ว มีคนเคยบอกผมว่า

 

"ความฝันและโอกาสของคนเรานั้น มันก็เหมือนกับ พระอาทิตย์ตอนกำลังจะโผล่ออกขอบฟ้า เพื่อเริ่มวันใหม่
ถ้าวันไหนคุณตื่นสาย หรืออยู่ในที่ๆไม่สามารถเห็นแสงแรงของวันได้
พระอาทิตย์มันก็จะไม่รอคุณ คุณจะต้องรอโอกาสนั้นในวันต่อๆไป
และแสงของวันอื่นๆ นั้น จะเป็นแสงที่นุ่มนวล หรือมีเมฆบัง เราก็ไม่อาจจะสามารถล่วงรู้ได้"

 

ผมเองก็มีโอกาสที่จะได้ทำตามฝันเหมือนกัน เพียงแต่ พระอาทิตย์ของผมมันล่วงลับไปแล้ว
ผมคงจะต้องรอวันใหม่ และผมเองก็ยังคงเฝ้ารออย่างมีความหวังอยู่ในตอนนี้
ช่วงนี้ ผมได้งานอดิเรกชิ้นใหม่ ไม่สิ ชิ้นเดิมนั้นแหละ เพียงแต่ชอบมันมากขึ้น
ผมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือ
ผมชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ..
มันมาโดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัวและเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ..
ผมเลือกที่จะอ่านหนังสือครับ .... หน้าอย่างผมเนี้ยแหละ .....

 

"หนังสือโป๊หรอ" .. เสียงจากเหล่าบรรดาเพื่อนตัวกวนที่มักจะค่อยแซวอยู่เสมอเวลาที่ผมหยิบสิ่งๆหนึ่งออกจากกระเป๋า ..
"หนังสือธรรมะหละซิ" .. เพราะที่ห้องผมเต็มไปด้วยบรรดาข้อคิดและปรัชญาในการดำรงชีวิตของครูบาอาจารย์ ..
"ทีตอนเรียนไม่เห็นเป็นแบบนี้" .. เสียงห่วนๆจากแม่ ที่มักจะพูดคำนี้อยู่เสมอ ..
"ซื้อทำไมเปลืองสตางค์" มันยังคงเป็นคำถามที่ผมไม่สามารถจะหาคำอธิบายได้ดีพอเมื่อเจอกับคำถามนี้ ..
"เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม" .. "เก็บเงินไว้ดีกว่าเงินหายาก" .. ฯลฯ
และอีกมากมายกับคำถามที่มักจะเอ่ยถามผมเวลาที่ผม เดินเข้าร้านหนังสือ หรือแค่หยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่าน ..

 

"หนังสือ" เป็นสิ่งที่เราสามารถคิดและ ปลดปล่อยจินตนาการของเราอย่างไม่มีข้อกำหนดแล้วการผูกมัดใดๆ
มันพาผมไปในทุกๆที่ ที่ผมอยากไป ผมสามารถไปโตเกียว และไปขึ้นไปในอวกาศ ได้ในนาทีเดียวกัน
มันทำให้ผมไม่ฟุ้งซ่านกับอากาศหนาวในช่วงนี้ ..
"คุณความเหงาครับ คุณกลืนกินผมลำบากหน่อยนะ" เวลาที่ผมอ่านหนังสือ
ผมได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ผมสามารถเลือกที่จะเสพในสิ่งที่ผมต้องการ
เพราะผมไม่ได้อ่านแค่หนังสือ นวนิยาย หรือ เรื่องสั้น เพียงอย่างเดียว
นิตยสาร หนังสือธรรมะ ฯลฯ แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์


 
ผมไม่ได้สนใจข่าวคราวบ้านเมืองอะไรมากหนักหรอก
ผมไม่ได้สนใจว่าสีไหนเป็นอย่างไร หรือจะไปประท้วงอะไรกันที่ไหน
แต่สิ่งที่ผมค้นพบในหนังสือพิมพ์ก็คือ โฆษณา ...
ใช่ครับ โฆณษาในหนังสือพิมพ์มัน Art ดีนะ มันต้องผ่านหัวขะมองของบรรดานักคิดที่เรียกตัวเองโก้ๆว่า ครี-เอ-ตีบ
มันยากมากนะกับการที่จะสื่อ สิ่งๆหนึ่ง ให้กับคนกลุ่มหนึ่งรับ โดยที่คนอีกกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายสามารถรับสารได้ด้วย
ผมจะนั่งยิ้มกรุมกริ่ม และมีความสุขเป็นพิเศษ ถ้าวันไหน ตรงพื้นที่โฆษณา มันไม่มีรูปโฆษณาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดใด
แต่มันจะมีคำว่า "พื้นที่โฆษณา" ตัวใหญ่ ๆขึ้นมาแทน
วันนั้นให้คุณเข้าใจได้เลยว่า บริษัททำโฆษณาหรือคนทำโฆษณาชิ้นนั้นๆ "มันส่งงานไม่ทัน" ...
และตอนนั้นคงมีใครสักคนที่กำลังโดนด่าและกำลังถูกปลดออกจากงานอยู่นั้นเอง ..

 

กลับมาเรื่องหนังสือกันดีกว่า .. สำหรับหนังสือที่ผมอ่านนั้น ..
ผมจะเลือกอ่านเฉพาะในสิ่งที่ผมอยากจะรู้มัน อยากจะเข้าใจ อยากจะสัมผัสแม้เพียงจินตนาการ
กระแสตลาดมันจะแรงขนาดไหนผมไม่รู้ หนังสือขายดีอันดับหนึ่งผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เพียงแต่จะตั้งข้อสังเกต และสงสัยว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงชอบ มันมีอะไรซ่อนภายใต้กระดาษนั้นนะ
คิดไปต่างๆนานา สุดท้ายก็จะหาแต่หนังสือที่ตัวเองชอบทั้งนั้น
ลองเริ่มหาอ่านหนังสือใกล้ตัวสักเล่ม หรือเดินไปร้านหนังสือ
แล้วเลือกหาอ่านสิ่งที่เราอยากรู้ สิ่งที่เรายังไม่มีโอกาสได้ทำแต่คนอื่นได้ทำแล้ว
ถึงตอนนั้นคุณก็จะพบ ความมหัศจรรย์เล็กๆ บนกระดาษครับ
ผมจึงเลือกที่จะเพิ่มรอยหยักในสมองกลวงๆ ด้วยวิธีนี้แหละครับ ^^

******************************

ปล .. อากาศเริ่มหนาว ..
เอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มโปรด ..
พลางจิบชาเขียวร้อนๆ ..
จินตนาการผมเริ่มออกเดินทาง ..
ตอนที่พลิกกระดาษแผ่นบางๆในหน้าต่อไป ...

******************************

ปล สอง .. ที่จริงอยากเขียนต่อให้มากกว่านี้ เพียงแต่ ......
ไม่ใช่หน้ากระดาษในคอมหมด มันไม่มีหมดหรอก
และไม่ใช่รอยหยักในขะหมองของผมมันไม่ทำงาน มันทำงานเหมือนร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด24ชั่วโมง ..
เพียงแต่ ตอนนี้ ..... หนังสืออีกหนึ่งเล่มที่มันวางอยู่ตรงข้างหน้าผม มันเรียกร้องให้ผมเปิดอ่านมัน ....
ผมห้ามตัวเองไม่ได้ ..... ไว้จะมาเขียนต่อ ......  อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้ หรือคนละเรื่องเดียวกัน ผมก็ไม่รู้

 

edit @ 20 Jan 2009 10:43:41 by In the air`

2008/Dec/09

จุดหมายของชีวิต..
หลายๆคนฝากความหวังไว้กับตัวเรา..
หลายคนได้เอ่ยถามถึงจุดหมายของชีวิตของเรา..
ผมเองก็ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร..
เพราะอะไรหละ คือคำว่าจุดหมายของชีวิต..
การที่เราได้งานดีๆ มีเงินเดือนเยอะๆ หรือ?
การที่เราได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะกับเรา มีลูกสักคนสองคน หรือ?
การที่เรามีบ้าน มีรถยนต์ มีกิจการเป็นของตัวเอง หรือ?
การที่เราทำตามฝันที่วาดไว้ในจินตนาการได้สำเร็จ หรือ?
หรือการมุ่งไปทางศาสนาพุทธ มุ่งหมายนิพพาน ..
อะไรหละ อะไรคือจุดมุ่งหมาย
ผมใช้เวลาหลายปีในการค้นหามัน ..
หาจุดมุ่งหมายตามท้องฟ้า ..
หรือมันอาจจะอยู่ในท้องทะเล ..
อาจจะแฝงอยู่ในอากาศรอบๆตัวเรา ..
แต่ผมยังหามันไม่เจอ ..


จนมาวันหนึ่ง ..
ผมนอนลงบนเตียงที่คุ้นเคย ..
และผมก็พบแล้วว่า จุดมุ่งหมายที่เรากำลังค้นหานั้นคืออะไร ..
มันอยู่ที่ไหน .. และเมื่อไหร่จะถึงจุดมุ่งหมาย ..
ผมพบกับคำตอบนั้น อาจจะโดยบังเอิญหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ ..
ผมหลับตาและลองนึกดู ถึงทุกๆสิ่งรอบๆกาย ..
จุดมุ่งหมายของชีวิต มันคือ การที่ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเรามี "ความสุข"
ใช่...... อาจจะ มีความสุขแค่เพียงครั้งคราว มีรอยยิ้มแค่เพียงมุมปาก หรือมีเสียงหัวเราะแค่เพียงสั้นๆ ..
แต่กับคำว่าจุดมุ่งหมายทุกอย่าง .. มันอยู่กับเรานี่เอง ..
ไม่ต้องไปตั้งว่าเราอยากได้อะไร .. เราต้องไขว้ขว้าสิ่งไหนมาครอบครอง ..
อนาคตกำหนดไว้ว่าไปทางไหน .. ซ้ายหรือขวา .. จะเดินหน้าหรือถอยหลัง ..
จะแต่งงานหรืออยู่เป็นโสด .. จะร้องไห้หรือดีใจ ..
มันขึ้นอยู่กับเรา .. ทั้งนั้น ..
อยู่บ้านหลังเล็กหรือหลังใหญ่ ถ้าใจเราและคนรอบข้างเราไม่มีความสุข จะอยู่เพื่อ ?
มีงานมีเงินเดือนสูง แต่ไม่มีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก จะทำเพื่อ ?
มันไม่ใช่จุดมุ่งหมายของผม ..
จุดมุ่งหมายของผม ตอนนี้ ..
ผมได้ค้นพบ ..
และผมวางไว้แล้ว ..


คือการทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุข จนกว่าลมหายใจจะไม่มี ..
คิดได้แค่นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในทางที่ดีมันก็จะตามมาเอง ..

"ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับทุกคน ยิ้มให้ใจของเรา ยิ้มให้ใจของคนอื่น"

 

 

 

 

 

หรือ.....บางที..... ฉันอาจจะยังไม่ค้นพบจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็ได้นะ ..

edit @ 9 Dec 2008 01:46:28 by In the air`